[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 

เนื้อหา : Download
หมวดหมู่ : ใบความรู้
หัวข้อเรื่อง : ใบความรู้วิชาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (พว 32017)

เสาร์ ที่ 4 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555


ใบความรู้

รายวิชาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (พว 32017)

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551

 

                   ความหลากหลายทางชีวภาพของโลกมีมากมายมหาศาล ตลอดเวลาความหลากหลายทางชีวภาพได้เกื้อหนุนให้ผู้คนด้ารงชีวิตอยู่โดยมีอากาศและน้้าที่สะอาด มียารักษาโรค  มีอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ การสูญเสียชนิดพันธุ์ การสูญเสียระบบนิเวศ การสูญเสียพันธุกรรมไม่ได้เพียงแต่ทำให้โลกลดความร่ำรวยทางชีวภาพลง  แต่ได้ทำให้ประชากรโลกสูญเสียโอกาสที่ได้อาศัยในสภาพแวดล้อมที่สวยงามและสะอาด สูญเสียโอกาสที่จะได้มียารักษาโรคที่ดี  และสูญเสียโอกาสที่จะมีอาหารหล่อเลี้ยงอย่างพอเพียง 

ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หมายถึง การที่โลกของเรามีสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลายชนิด

ทั้งที่เหมือนกัน และแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในแหล่งเดียวกัน สิ่งมีชีวิตที่พบในปัจจุบันมีอยู่มากมายซึ่งเป็นผลมาจากการเกิด

วิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิตในช่วงระยะเวลากว่า 3,000 ล้านปี โดยในแต่ละยุคจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นใหม่บ้างหรือสูญพันธุ์ไป

บ้าง  นักธรณีวิทยา และนักบรรพชีวินได้พยายามสร้างตารางเวลาเพื่อบันทึกล้าดับเหตุการณ์การกำเหนิดของสิ่งมีชีวิตชนิด

ต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยใช้หลักฐานของซากดึกด้าบรรพ์ที่สามารถค้านวณอายุได้ ดังที่แสดงใน  ตารางธรณีกาล  

การศึกษาการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต หรือเรียกว่า อนุกรมวิธาน (Taxonomy) 

 

การจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิต

                   อนุกรมวิธาน ( Taxonomy ) เป็นสาขาหนึ่งของวิชาชีววิทยาเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิต ประโยชน์ของอนุกรมวิธาน   

                   เนื่องจากสิ่งมีชีวิตมีจำนวนมาก แต่ละชนิดก็มีลักษณะแตกต่างกันออกไป จึงทำให้เกิดความไม่สะดวก

ต่อการศึกษา จึงจ้าเป็นต้องจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ในด้านต่าง ๆ คือ

1.  เพื่อความสะดวกที่จะน้ามาศึกษา

2.  เพื่อสะดวกในการน้ามาใช้ประโยชน์

3.  เพื่อเป็นการฝึกทักษะในการจัดจำแนกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่

 

หลักเกณฑ์ในการจัดจำแนกหมวดหมู่

                   การจำแนกหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต มีทั้งการรวบรวมสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือน ๆ กัน หรือคล้ายกันเข้าไว้ใน

หมวดหมู่เดียวกัน และจำแนกสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะต่างกันออกไว้ต่างหมวดหมู่

 

                   สำหรับการศึกษาในปัจจุบันได้อาศัยหลักฐานที่แสดงถึงความใกล้ชิดทางวิวัฒนาการด้านต่าง ๆ มาเป็นเกณฑ์ในการจัดจำแนก ดังนี้

1.  เปรียบเทียบโครงสร้างภายนอกและภายในว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร  โดยทั่วไปจะใช้

โครงสร้างที่เห็นเด่นชัดเป็นเกณฑ์ในการจัดจำแนกออกเป็นพวก ๆ เช่น การมีรยางค์ หรือขาเป็นข้อปล้อง มีขนเป็นเส้น

เดียว หรือเป็นแผงแบบขนนก มีเกล็ด เส้น หรือ หนวด  มีกระดูกสันหลัง เป็นต้น

ถ้าโครงสร้างที่มีต้นกำเหนิดเดียวกัน แม้จะท้าหน้าที่ต่างกันก็จัดไว้เป็นพวกเดียวกัน เช่น กระดูกแขนของ

มนุษย์ กระดูกครีบของปลาวาฬ ปีกนก ขาคู่หน้าของสัตว์สี่เท้า ถ้าเป็นโครงสร้างที่มีต้นกำเหนิดต่างกัน แม้จะทำหน้าที่เหมือนกันก็จัดไว้คนละพวก เช่น ปีกนก และปีกแมลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.  แบบแผนการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีล้าดับขั้นตอนการเจริญของเอ็มบริโอ

เหมือนกัน ต่างกันที่รายละเอียดในแต่ละขั้นตอนเท่านั้น และสิ่งมีชีวิตที่มีความคล้ายกันในระยะการเจริญของเอ็มบริโอมาก แสดงว่ามีวิวัฒนาการใกล้ชิดกันมาก

 

 

 

 

 

                                                                                                                                                                                                                                         

 

 

 

 

3.  ซากดึกดำบรรพ์      การศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตทำให้ทราบบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตใน

ปัจจุบันได้ และสิ่งมีชีวิตที่มีบรรพบุรุษร่วมกันก็จัดอยู่พวกเดียวกัน เช่น การจัดเอานกและสัตว์เลื้อยคลานไว้ในพวกเดียวกัน เพราะจากการศึกษาดึกดำบรรพ์ ของเทอราโนดอน  (Pteranodon) ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่บินได้ และซากของ

อาร์เคออพเทอริกส์ (Archaeopteryx) ซึ่งเป็นนกโบราณชนิดหนึ่งมีขากรรไกรยาว มีฟัน มีปีก มีนิ้ว ซึ่งเป็นลักษณะของสัตว์เลื้อยคลาน จากการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่านกมีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่เป็นสัตว์เลื้อยคลาน

    

                   4.    ออร์แกเนลล์ภายในเซลล์  โดยอาศัยหลักที่ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีความใกล้ชิดกันมากย่อมมีสารเคมีและออร์แกเนลล์ภายในเซลล์คล้ายคลึงกันด้วย ออร์แกเนลล์ที่น้ามาพิจารณาได้แก่ พลาสติด และสารโปรตีนที่เซลล์สร้างขึ้น

 

ลำดับในการจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิต

                   นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เกณฑ์ต่าง ๆ มาใช้ในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตเป็นหมวดหมู่โดยเริ่มจากหมวดหมู่ใหญ่

ไปหาหมวดหมู่ย่อยได้ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

                        การจัด ไฟลัม ( Phylum ) ในสัตว์, ดิวิชั่น ( Division ) ในพืช เป็นความเห็นของนักพฤกษศาสตร์ทั่วโลก

ชื่อของสิ่งมีชีวิต   การตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตมี 2 แบบ คือ 

1.       ชื่อสามัญ ( Common name )  เป็นชื่อของสิ่งมีชีวิตตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกสิ่งมีชีวิตแตกต่างกันในแต่ละ

ท้องที่ เช่น ฝรั่ง ภาคเหนือ   ลำปาง  เรียก  บ่ามั่น  ,  ล้าพูน  เรียก  บ่าก้วย  , ภาคกลาง  เรียก  ฝรั่ง  , ภาคใต้  เรียก ชมพู่  

ฉะนั้นการเรียกชื่อสามัญอาจทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย การตั้งชื่อสามัญ มักมีหลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อ ได้แก่              

1) ตั้งตามลักษณะรูปร่าง  เช่น สาหร่ายหางกระรอก ว่านหางจระเข้  2) ตั้งตามถิ่นกำเหนิด เช่น ผักตบชวา ยางอินเดีย 

3) ตั้งตามที่อยู่  เช่น ดาวทะเล ทากบก     4) ตั้งตามประโยชน์ที่ได้รับ เช่น หอยมุก

2.  ชื่อวิทยาศาสตร์ ( Scientific name )  เป็นชื่อเพื่อใช้เรียกสิ่งมีชีวิตที่กำเหนิดขึ้นตามหลักสากล ซึ่ง

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกรู้จัก  คาโรลัส  ลินเนียส นักธรรมชาติวิทยา ชาวสวีเดน เป็นผู้ริเริ่มในการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้กับสิ่งมีชีวิต โดยก้าหนดให้สิ่งมีชีวิตประกอบด้วย  ชื่อ 2 ชื่อ ชื่อแรกเป็นชื่อ จีนัส ชื่อหลังเป็นค้าระบุชนิดของสิ่งมีชีวิต คือชื่อ สปีชีส์ การเรียกชื่อซึ่งประกอบด้วยชื่อ 2  ชื่อ เรียกว่า การตั้งชื่ แบบทวินาม  

 

หลักการตั้งชื่อ

1.  เป็นภาษาละติน ( ภาษาละดินเป็นภาษาที่ตายแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ) 

2.  การเขียน หรือพิมพ์ชื่อวิทยาศาสตร์ เขียนด้วยอักษรภาษาอังกฤษ ชื่อแรกให้ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร

ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ ชื่อหลังให้ขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก เขียนได้  2 แบบ

-  ถ้าเขียน หรือพิมพ์ด้วยตัวเอนไม่ต้องขีดเส้นใต้ เช่น ชื่อวิทยาศาสตร์ของคนHomo sapiens

-  ถ้าเขียน หรือพิมพ์ด้วยไม่ใช้ตัวเอนต้องขีดเส้นใต้ชื่อ 2 ชื่อโดยเส้นที่ขีดเส้นใต้ทั้งสองไม่ติดต่อกัน Homo  sapiens 

3.   อาจมีชื่อย่อของผู้ตั้งชื่อ หรือ ผู้ค้นพบตามหลังด้วยก็ได้ เช่น Passer montanus Linn.

4.   ชื่อวิทยาศาสตร์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีการค้นพบรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนั้นเพิ่มเติมภายหลัง

 

การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ อาจตั้งโดยการพิจารณาจากสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต

1.       สภาพที่อยู่อาศัย  ผักบุ้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Ipomoca aquatica  ชื่อ aquatica มาจากคำว่า

aquatic  ซึ่งหมายถึง น้ำ

2.  ถิ่นที่อยู่หรือถิ่นก าเนิด   มะม่วง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Mangfera indica  ชื่อ indica มาจากคำว่า

India ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีต้นกำเหนิดอยู่ในประเทศอินเดีย

3.  ลักษณะเด่นบางอย่าง  กุหลาบสีแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Rosa rubra  ชื่อ rubra หมายถึง สีแดง

4.  ชื่อบุคคลที่ค้นพบ หรือชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง  เช่น  ต้นเสี้ยวเครือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า   Bauhinia 

sanitwongsei  ชื่อ sanitwongsei  เป็นชื่อที่ตั้งให้เป็นเกียรติแก่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นนามสกุลของ ม.ร.ว. ใหญ่  สนิทวงค์  

 

 

 

 

ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ   ความหลากหลายทางชีวภาพแบ่งออกเป็น  3 ประเภท ดังนี้                                                    

1.   ความหลากหลายของชนิด  (Species        diversity)  เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเกี่ยวกับความ

หลากหลายทางชีวภาพเนื่องจากนักนิเวศวิทยาได้ศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มสิ่งมีชีวิต ในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกลุ่มของสิ่งมีชีวิตในเขตพื้นที่นั้น เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป    

2.       ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity) เป็นส่วนที่มีความเกี่ยวเนื่องมาจากความ

หลากหลายของชนิดและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลไกวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต การปรากฏลักษณะของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมหรือยีน และการปรากฏของยีนจะเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นดำรงชีวิตอยู่ได้ และมีโอกาสถ่ายทอดยีนนั้นต่อไปยังรุ่นหลัง เนื่องจากในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมียีนจำนวนมาก และลักษณะหนึ่งลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้นจะมีหน่วยพันธุกรรมมากกว่าหนึ่งแบบ จึงทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีลักษณะบางอย่างต่างกัน  

3.  ความหลากหลายของระบบนิเวศ   (Ecological  diversity)  หรือ ความหลากหลายของภูมิประเทศ 

(Landscape diversity)   ในบางถิ่นกำเหนิดตามธรรมชาติที่เป็นลักษณะสภาพทางภูมิประเทศแตกต่างกันหลายแบบ 

 

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

                   จากจุดเริ่มต้นของความหลากหลายทางชีวภาพบนโลกมนุษย์ เมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว จนกระทั่งปัจจุบัน

สิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการแยกออกเป็นชนิดต่างๆ หลายชนิด โดยแต่ละชนิดมีลักษณะการด้ารงชีวิตต่างๆ เช่น บางชนิดมี

ลักษณะง่ายๆ เหมือนชีวิตแรกเกิด บางชนิดมีลักษณะซับซ้อน บางชนิดด้ารงชีวิตอยู่ในน้้า บางชนิดด้ารงชีวิตอยู่บนบก

เป็นต้น ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน ตามแนวความคิดของ อาร์  เอช  วิทเทเคอร์  (R.H.  whittaker)  จำแนก

สิ่งมีชีวิตออกเป็น  5   อาณาจักร  คือ

1.  อาณาจักรมอเนอรา ( Kingdom Monera )     สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรมอเนอราเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ใน

กลุ่มโพรคาริโอต ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว   สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ได้แก่ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน และแบคทีเรีย ซึ่งมีรูปร่างต่างกันออกไป เช่น เป็นแท่ง เกลียว กลม หรือต่อกันเป็นสายยาว แบคทีเรียบางชนิดทำให้เกิดโรค    เช่น โรคบิด บาดทะยัก เรื้อน อหิวาตกโรค คอตีบ ไอกรน บางชนิดพบในปมรากถั่วที่เรียกว่า ไรโซเบียม  ( Rhizobium sp. ) สามารถน้าไนโตรเจนจากอากาศไปสร้างไนเตรด ซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญของพืช ส่วนสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ที่รู้จักดีคือ สไปรูรินา ( Sprirurina sp. ) ซึ่งมีโปรตีนสูง ใช้ท้าอาหารเสริม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.  อาณาจักรโพรทิสตา ( Kingdom Protista )      สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตา เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่ม    

ยูคาริโอต มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้มีทั้งประเภทชั้นต่ำ เซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ มีคลอโรพลาสต์ที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง ได้แก่ สาหร่าย ซึ่งพบในน้ำจืดและน้ำเค็ม บางชนิดไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าต้องส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ เช่น อมีบา พารามี เซียม ยูกลีนา นอกจากนั้นยังพบสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ราเมือก ซึ่งพบตามที่ชื้นแฉะ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตาบางชนิดทำให้เกิดโรค เช่น พลาสโมเดียม  ( Plasmodium  sp.  ) ทำให้เกิดโรคไข้มาลาเรีย สาหร่ายบางชนิดท้าอาหารสัตว์ บางชนิดท้าวุ้น เช่น สาหร่ายสีแดง

 

                   3.  อาณาจักรฟังไจ ( Kingdom Fungi )   สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ อาจมีเซลล์เดียว เช่น ยีสต์ที่ทำขนมปัง หรือใช้ในการหมักสุรา ไวน์ เบียร์ เป็นต้น บางชนิดมีหลายเซลล์ เช่น เห็ด มีการรวมตัวเป็นกลุ่มของเส้นใยหรืออัดแน่นเป็นกระจุก มีผนังเซลล์คล้ายพืช แต่ไม่มีคลอโรฟิลล์ สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ และด้ารงชีวิตโดยการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร แล้วจึงดูดเอาโมเลกุลที่ถูกย่อยเข้าสู่เซลล์ ท้าหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายในระบบนิเวศ

 

  

 

 

 

 

 

4.  อาณาจักรพืช ( Kingdom Plantae ) สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่ประกอบ

กันเป็นเนื้อเยื่อ และเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงไปท้าหน้าที่เฉพาะอย่าง เช่น ราก ล้าต้น ใบ มีคลอโรพลาสต์ซึ่งเป็นวัตถุที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยอาศัยพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ จึงมีหน้าที่เป็นผู้ผลิตในระบบนิเวศ พบทั้งบนบกและในน้ำ

โดยพืชชั้นต่ำจะไม่มีท่อล้าเลียง ได้แก่ มอส พืชชั้นสูงจะมีท่อล้าเลียง หวายทะนอย หญ้าถอดปล้อง ตีนตุ๊กแก ช้องนางคลี่

เฟิร์น สน ปรง พืชใบเลี้ยงคู่ และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

 

 

 

5.  อาณาจักรสัตว์ ( Kingdom Animalia )   สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อเยื่อซึ่ง

ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ ไม่มีผนังเซลล์ ภายในเซลล์ไม่มีคลอโรพลาสต์ ต้องอาศัยอาหารจากการกินสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ด้ารงชีวิตเป็นผู้บริโภคในระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้มีความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า  บางชนิดเคลื่อนที่ไมได้ เช่น ฟองน้ำ ปะการัง กัลปังหา เป็นต้น   

                              

สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ                                                                            

1) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ฟองน้ำ กัลปังหา แมงกะพรุน พยาธิต่าง ๆ ไส้เดือน หอย ปู แมลง หมึก ดาวทะเล 

2) สัตว์มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ  สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม

                                 

 

 

                                  

 

 

 

คุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางชีวภาพมีคุณค่าและความสำคัญต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์ ดังนี้

1.       เป็นแหล่งปัจจัยสี่ ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์    

มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ มนุษย์ได้อาศัยอาหารที่ได้จากป่า เช่น น้าพืช สัตว์ เห็ด มาเป็นอาหาร หรือท้ายารักษาโรค มนุษย์สร้างที่อยู่อาศัยจากต้นไม้ในป่า พืชบางชนิด เช่น ต้นฝ้าย นุ่น และไหม        ใช้ท้าเป็นเครื่องนุ่งห่ม เก็บฟืนมาท้าเชื้อเพลิงเพื่อหุงหาอาหาร และให้ความอบอุ่น เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นและมีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพของป่าไม้ถูกทำลายลง มนุษย์ต้องการที่อยู่มากขึ้น มีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ ทำให้การเกษตรและการเลี้ยงสัตว์เพียงหนึ่งหรือสองชนิดได้เข้าไปแทนที่ความหลากหลายทางชีวภาพของป่าไม้

2.       เป็นแหล่งความรู้ ป่าเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งรวมพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต  

 จึงเปรียบเสมือนห้องเรียนธรรมชาติ โดยเฉพาะความรู้ด้านชีววิทยา นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งให้ การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในป่า ถ้าหากป่าหรือธรรมชาติถูกทำลายไป  ความหลากหลายทางชีวภาพก็ถูกทำลายไปด้วย จะทำให้มนุษย์ขาดแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญไปด้วย

3.       เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ความหลากหลายทางชีวภาพก่อให้เกิดทัศนียภาพที่งดงาม แตกต่างกันไป

ตามสภาวะของภูมิอากาศ ในบริเวณที่ภูมิอากาศเหมาะสมแก่การอยู่อาศัยก็จะมีพรรณไม้นานาชนิด มีสัตว์ป่า แมลง ผีเสื้อ ช่วยให้รู้สึกสดชื่น สบายตา ผ่อนคลายความตึงเครียด และนอกจากนี้ยังปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

 

 

 

ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยและท้องถิ่น

                   สิ่งมีชีวิตในโลกนี้มีประมาณ 5  ล้านชนิด ในจำนวนนี้มีอยู่ในประเทศไทย ประมาณร้อยละเจ็ดประเทศไทยมีประชากรเพียงร้อยละหนึ่ง ของประชากรโลก ดังนั้น เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากร ประเทศไทยจึงนับว่ามีความ

หลากหลายของสิ่งมีชีวิตอย่างมาก

                   สิ่งมีชีวิตในประเทศไทยมีหลากหลายได้มาก เนื่องจากมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายและแต่ละแหล่งล้วนมีปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต  นับตั้งแต่ภูมิประเทศแถบชาย  ฝั่งทะเล ที่ราบลุ่มแม่น้ำ  ที่ราบลอนคลื่น และภูเขาที่มีความสูงหลากหลายตั้งแต่เนินเขาจนถึงภูเขาที่สูงชันถึง 2,400  เมตรจากระดับน้้าทะเล ประเทศไทยจึงเป็นแหล่งของป่าไม้นานาชนิด  ได้แก่       ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ  และป่าสนเขา

                    ในระยะเวลา  30  ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมหาศาล เนื่องจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การเพิ่มของประชากรทำให้มีการบุกเบิกป่าเพิ่มขึ้น การให้สัมปทานป่าไม้ที่ขาดการควบคุมอย่างเพียงพอ การตัดถนนเข้าพื้นที่ป่า การเกษตรเชิงอุตสาหกรรม การแพร่ของเทคโนโลยีที่ใช้ทำลายป่าไม้ได้อย่างรวดเร็ว  และส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับป่าบนภูเขาและป่าชายเลน ยังผลให้พืชและสัตว์สูญพันธุ์ อาทิ เนื้อสมัน แรด กระซู่ กรูปรี และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้นี้อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ ควายป่า ละอง ละมั่ง เนื้อทราย กวางผา เลียงผา สมเสร็จ  เสือลายเมฆ เสือโคร่ง

และช้างป่า รวมทั้งนก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน แมลง และสัตว์น้ำอีกเป็นจำนวนมาก

                   การทำลายป่าก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ เริ่มลดน้อยลง ผืนป่าที่เหลืออยู่ไม่สามารถซับน้ำฝนที่ตกหนัก เกิดปรากฎการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ยังผลให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจ บ้านเรือน และความปลอดภัยของชีวิตคนและสัตว์เป็นอันมาก 

                   ปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย จึงเป็นปัญหาใหญ่และเร่งด่วนที่จะต้องช่วยกันแก้ไขด้วยการหยุดยั้งการสูญเสียระบบนิเวศป่าทุกประเภท การอนุรักษ์สิ่งที่เหลืออยู่และการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่สภาพป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิม เพราะความหลากหลายเหล่านั้น เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

 

การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของท้องถิ่น

การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของท้องถิ่น ทำได้หลายวิธี  ดังนี้

1.   จัดระบบนิเวศให้ใกล้เคียงตามธรรมชาติ โดยฟื้นฟูหรือพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมให้ความหลากหลายทาง

ชีวภาพไว้มากที่สุด

2.       จัดให้มีศูนย์อนุรักษ์หรือพิทักษ์สิ่งมีชีวิตนอกถิ่นกำเหนิด เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวที่ปลอดภัย ก่อนนำ

กลับไปสู่ธรรมชาติ เช่น สวนพฤกษศาสตร์ ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม

3.   ส่งเสริมการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม และใช้ต้นไม้ล้อมรั้วบ้านหรือแปลงเกษตรเพื่อให้มีพืชและสัตว์

หลากหลายชนิดมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้



เข้าชม : 14711


ใบความรู้ 5 อันดับล่าสุด

      ใบความรู้วิชาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (พว 32017) 4 / ก.พ. / 2555
      ใบความรู้วิชา การเกษตรผสมผสาน(อช ๐๒๑๕) 4 / ก.พ. / 2555
      ใบความรู้วิชาการเพาะเห็ดฟาง อช 02006 4 / ก.พ. / 2555
      วิชา รักษ์ท้องถิ่น พว 32018 4 / ก.พ. / 2555


 
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองจันทบุรี
46 ม.6  ตำบลพลับพลา  อำเภอเมือง  จังหวัดจันทบุรี  22000  0-3935-4938  
โทรสาร  0-3941-8164 kwuandee@hotmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05HD  Update by   นายบุญมา มาดี