[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 

เนื้อหา : Download
หมวดหมู่ : ใบความรู้
หัวข้อเรื่อง : วิชา รักษ์ท้องถิ่น พว 32018

เสาร์ ที่ 4 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555


ใบความรู้วิชา รักษ์ท้องถิ่น พว 32018
ระบบนิเวศ
(ECOSYSTEM)
1. ความหมายของระบบนิเวศ (Ecosystem)
                   ระบบนิเวศเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต   และสิ่งแวดล้อม เพราะประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด มีการแลกเปลี่ยนสสาร แร่ธาตุ และพลังงานกับสิ่งแวดล้อม โดยผ่านห่วงโซ่อาหาร (food chain) มีลำดับของการกินเป็นทอด ๆ ทำให้สสารและแร่ธาตุมีการหมุนเวียนไปใช้ในระบบจนเกิดเป็นวัฏจักร ทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานไปตามลำดับขั้นเป็นช่วง ๆในห่วงโซ่อาหารได้ การจำแนกองค์ประกอบของระบบนิเวศ ส่วนใหญ่จะจำแนกได้เป็นสององค์ประกอบใหญ่ ๆ คือ องค์ประกอบที่มีชีวิตและองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต
 
 
ภาพที่ 9. 1 แบบจำลองระบบนิเวศขนาดเล็กแสดงให้เห็นถึงกระบวนการสำคัญ: การไหลของพลังงาน (energy) และ การหมุนเวียนสารเคมี (chemical cycling)
 
 
2. องค์ประกอบของระบบนิเวศ
                 การจำแนกองค์ประกอบของระบบนิเวศแยกตามหน้าที่ในระบบ ได้แก่พวกที่สร้างอาหารได้เอง (autotroph) และสิ่งมีชีวิตได้รับอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่น (heterotroph) อย่างไรก็ตามการจำแนกองค์ประกอบของระบบนิเวศโดยทั่วไปมักประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่มีชีวิต (biotic) และองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (abiotic)
                    2.1 องค์ประกอบที่มีชีวิต (biotic component) ได้แก่
                             2.1.1 ผู้ผลิต (producer or autotrophic) ได้แก่สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองได้ จากสารอนินทรีย์ส่วนมากจะเป็นพืชที่มีคลอโรฟิลล์
                             2.1.2 ผู้บริโภค (consumer) ได้แก่สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ (heterotroph) ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่กินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร เนื่องจากสัตว์เหล่านี้มีขนาดใหญ่จึงเรียกว่า แมโครคอนซูมเมอร์ (macroconsumer)
                             2.1.3 ผู้ย่อยสลายซาก (decomposer, saprotroph, osmotroph หรือ microconsumer) ได้แก่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สร้างอาหารเองไม่ได้ เช่น แบคทีเรีย เห็ด รา (fungi) และแอกทีโนมัยซีท (actinomycete) ทำหน้าที่ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วในรูปของสารประกอบโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นสารประกอบโมเลกุลเล็กในรูปของสารอาหาร (nutrients) เพื่อให้ผู้ผลิตนำไปใช้ได้ใหม่อีก
 
 
 

·       ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (pitcher plant) จะจัดไว้ใน

 
พวกใด ระหว่าง producer, consumer หรือว่า decompose?
เพราะเหตุใด?
·             ตอบ ................................................................
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
ภาพที่ 9.2 แผนผังการหมุนเวียนของสารเคมีธรณีชีวภาพ (biogeochemical)
 
2.2 องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (abiotic component) ได้แก่
                             2.2.1 สารอนินทรีย์ (inorganic substances) ประกอบด้วยแร่ธาตุและสารอนินทรีย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในเซลล์สิ่งมีชีวิต เช่น คาร์บอน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำเป็นต้น สารเหล่านี้มีการหมุนเวียนใช้ในระบบนิเวศ เรียกว่า วัฏจักรของสารเคมีธรณีชีวะ (biogeochemical cycle) 
                                      2.2.2 สารอินทรีย์ (organic compound) ได้แก่สารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อชีวิต เช่นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และซากสิ่งมีชีวิตเน่าเปื่อยทับถมกันในดิน (humus) เป็นต้น
                                      2.2.3 สภาพภูมิอากาศ (climate regime) ได้แก่ปัจจัยทางกายภาพที่มีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ แสง ความชื้น อากาศ และพื้นผิวที่อยู่อาศัย (substrate) ซึ่งรวมเรียกว่า ปัจจัยจำกัด (limiting factors)
                    กระบวนการหลักสองอย่างของระบบนิเวศคือ การไหลของพลังงานและการหมุนเวียนของสารเคมี การไหลของพลังงาน (energy flow) เป็นการส่งผ่านของพลังงานในองค์ประกอบของระบบนิเวศ ส่วนการหมุนเวียนสารเคมี (chemical cycling) เป็นการใช้ประโยชน์และนำกลับมาใช้ใหม่ของแร่ธาตุภายในระบบนิเวศ อาทิเช่น คาร์บอน และ ไนโตรเจน  
                   พลังงานที่ส่งมาถึงระบบนิเวศทั้งหลายอยู่ในรูปของแสงอาทิตย์ พืชและผู้ผลิตอื่นๆจะทำการเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของอาหารที่ให้พลังงานเช่นแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต พลังงานจะไหลต่อไปยังสัตว์โดยการกินพืช และผู้ผลิตอื่นๆ ผู้ย่อยสลายสารที่สำคัญได้แก่ แบคทีเรียและฟังไจ (fungi)ในดินโดยได้รับพลังงานจากการย่อยสลายซากพืชและซากสัตว์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ตายลงไป ในการใช้พลังงานเคมีเพื่อทำงาน สิ่งมีชีวิตจะปล่อยพลังงานความร้อนไปสู่บริเวณรอบๆตัว ดังนั้นพลังงานความร้อนนี้จึงไม่หวนกลับมาในระบบนิเวศได้อีก ในทางกลับกันการไหลของพลังงานผ่านระบบนิเวศ สารเคมีต่างๆสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกระหว่าง สังคมของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต พืชและผู้ผลิตล้วนต้องการธาตุคาร์บอน ไนโตรเจน และแร่ธาตุอื่นๆในรูปอนินทรียสารจากอากาศ และดิน
                   การสังเคราะห์ด้วยแสง(photosynthesis)ได้รวมเอาธาตุเหล่านี้เข้าไว้ในสารประกอบอินทรีย์ อาทิเช่น คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน สัตว์ต่างๆได้รับธาตุเหล่านี้โดยการกินสารอินทรีย์ เมแทบบอลิซึม (metabolism) ของทุกชีวิตเปลี่ยนสารเคมีบางส่วนกลับไปเป็นสารไม่มีชีวิตในสิ่งแวดล้อมในรูปของสารอนินทรีย์ การหายใจระดับเซลล์(respiration) เป็นการทำให้โมเลกุลของอินทรียสารแตกสลายออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ การหมุนเวียนของสารสำเร็จลงได้ด้วยจุลินทรีย์ที่ย่อยอินทรียสารที่ตายลงและของเสียเช่นอุจจาระ และเศษใบไม้    ผู้ย่อยสลายเหล่านี้จะกักเก็บเอาธาตุต่างๆไว้ในดิน ในน้ำ และในอากาศ ในรูปของ สารอนินทรีย์ ซึ่งพืชและผู้ผลิตสามารถนำมาสร้างเป็นสารอินทรีย์ได้อีกครั้ง หมุนเวียนกันไปเป็นวัฏจักร
 
 
 
 
ที่มา:http://www.phschool.com/atschool/science_activity_library/images/photosynthesis.jpg

·       จากภาพข้างบนลองเขียนสมการการสังเคราะห์ด้วยแสง

 
(photosynthesis)ของพืชสีเขียวโดยใช้ภาษาของตนเอง
(ภาษาไทย)
 
                       
........................................................................
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 

3. ระดับการกินอาหาร (trophic levels)
                                   ความสัมพันธ์ของการกินอาหารเป็นตัวกำหนดเส้นทางของการไหลของพลังงานและวัฏจักรเคมีของระบบนิเวศ จากการวิเคราะห์การกินอาหารในระบบนิเวศทำให้นักนิเวศวิทยาสามารถ แบ่งชนิดของระบบนิเวศออกได้ตามแหล่งอาหารหลักของระดับการกิน(trophic level)
 
 
ภาพที่ 9.3 ตัวอย่างห่วงโซ่อาหาร (food chain) หัวลูกศรแสดงเส้นทางการลำเลียงอาหารจากพืชผู้ผลิตผ่านไปสู่ผู้บริโภคแรกเริ่มที่กินพืช (herbivore) ผู้บริโภคลำดับสอง ผู้บริโภคลำดับสามไปจนถึงผู้บริโภคลำดับสี่ที่กินเนื้อ (carnivore)
 
                   3.1 ระดับการกินอาหาร และห่วงโซ่อาหาร (trophic level and food web) ลำดับการถ่ายทอดอาหารจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับเรียกว่า ห่วงโซ่อาหาร (food chain) (ภาพที่ 9.3) สัตว์พวก herbivore เป็นสัตว์กินพืช สาหร่ายและแบคทีเรีย จัดเป็นผู้บริโภคแรกเริ่ม (primary consumers) (carnivore) ซึ่งจะกินผู้บริโภค เรียกว่าผู้บริโภคลำดับสอง (secondary consumers) ได้แก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ขนาดเล็ก สัตว์ฟันแทะ นก กบ และ แมงมุม สิงโตและสัตว์ใหญ่ที่กินพืช( herbivores)   ในนิเวศแหล่งน้ำส่วนใหญ่เป็นปลาขนาดเล็กที่กินแพลงค์ตอนสัตว์ (zooplankton) รวมถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังใต้ท้องน้ำ ระดับการกินที่สูงขึ้นมาอีกคือผู้บริโภคลำดับสาม(tertiary consumers) ได้แก่งู ที่กินหนู บางแห่งอาจมีผู้บริโภคลำดับสี่ (quaternary consumers) ได้แก่นกฮูกและปลาวาฬ
                   ห่วงโซ่อาหารจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีผู้ย่อยสลาย(detritivore หรือ decomposer) ได้แก่ จุลินทรีย์ (โพรแคริโอต และ ฟังไจ) ซึ่งจะเปลี่ยน อินทรียสารเป็นอนินทรียสาร ซึ่งพืชและผู้ผลิตอื่น ๆสามารถ นำกลับไปใช้ได้อีก พวก scavenger  คือสัตว์ที่กินซาก เช่น ไส้เดือนดิน สัตว์ฟันแทะและแมลงที่กินซากใบไม้ สัตว์ที่กินซากอื่นๆได้แก่ ปูเสฉวน ปลาดุก และอีแร้ง เป็นต้น
 
 
ภาพที่ 9.4 ฟังไจ (fungi) กำลังย่อยสลายซากขอนไม้
 
                   3.2 สายใยอาหาร (food web) ระบบนิเวศจำนวนน้อยที่ประกอบไปด้วยห่วงโซ่อาหารเดี่ยวๆโดยไม่มีสาขาย่อยๆ ผู้บริโภคแรกเริ่มหลายรูปแบบมักจะกินพืชชนิดเดียวกันและผู้บริโภคแรกเริ่มชนิดเดียวอาจกินพืชหลายชนิดดังนั้นสาขาย่อยของห่วงโซ่อาหารจึงเกิดขึ้นในระดับการกินอื่นๆด้วย ตัวอย่างเช่น กบตัวเต็มวัยซึ่งเป็นผู้บริโภคลำดับสองกินแมลงหลายชนิดซึ่งอาจถูกกินโดยนกหลายชนิด นอกจากนี้แล้ว ผู้บริโภคบางชนิดยังกินอาหารในระดับการกินที่แตกต่างกัน นกฮูกกินหนูซึ่งเป็นผู้บริโภคแรกเริ่มที่กินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด แต่นกฮูกอาจกินงูซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่กินเนื้ออีกด้วย สิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืชและสัตว์ รวมทั้งมนุษย์ด้วย(omnivore) จะกินทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคในระดับการกินต่างๆ ดังนั้นความสัมพันธ์เชิงการกินอาหารในระบบนิเวศจึงถูกถักทอให้มีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นสายใยอาหาร (food web)  (ภาพที่ 9.5)
 
 
ภาพที่ 9.5 สายใยอาหารแบบไม่ซับซ้อน ทิศทางหัวลูกศรหมายถึง ใครบริโภคใคร
(ผู้ที่อยู่ตำแหน่งต้นของลูกศรจะถูกกินโดยผู้ที่อยู่ตำแหน่งปลายลูกศร)และ
ทิศทางการ เคลื่อนย้ายของสารอาหารจะถูกส่งผ่านไปตามทิศทางของลูกศร

     { นักเรียนบอกชื่อของสิ่งมีชีวิตในภาพข้างล่าง

 
                  ได้ครบหรือไม่ ให้เขียนชื่อไว้ใกล้ๆภาพสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ
{แล้วอย่าลืมวงเล็บไว้ด้วยว่ามีสถานะ ใดในระดับ
                 ของการกิน (trophic level) ในห่วงโซ่อาหาร
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 

 
ที่มา: http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/71/FoodChain.svg/424px-FoodChain.svg.png
 
 
ที่มา:http://www.cals.ncsu.edu/course/ent425/images/tutorials/ecology/trophic_levels/foodweb.gif

                                K ภาพข้างบนควรมีชื่อเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี ?

 
                                                    “…………………………….............”
                                   K Autotroph ได้แก่………………………………….
                          K   Carnivore ได้แก่……………………......................
                         ……………………………………………………………………….
                         ………..…………………………………………………………….
       K ใครเป็น Producer? ………………………………………………..
K Herbivore คือใครบ้าง? …………………………………………………..
…………………………………………..……………
 
 

 


                                                  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 9. 6 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ชนิดต่างๆ ของสังคมในทุ่งหญ้าซาวันนา (Savanna) ในประเทศเคนยา
 
                   3.3 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชากรต่างชนิดกัน (Interspecific Interactions in Community)  
                             สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในสังคมต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน อาจมีทั้งพึ่งพาและแก่งแย่งกัน ความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆทำให้สิ่งมีชีวิตมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันซึ่งแบ่งได้เป็น 3 แบบใหญ่ๆได้แก่ การแก่งแย่ง (competition) การล่าเหยื่อ (predation) และภาวะอยู่ร่วมกัน (symbiosis) ซึ่งแต่ละแบบทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับตัวด้านวิวัฒนาการ ผ่านทางการคัดเลือกธรรมชาติมา การเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในรูปแบบต่างๆดังกล่าว ทำให้เข้าใจถึงการ
เปลี่ยนแปลงประชากรในสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น
                             3.3.1 การแก่งแย่งระหว่าง สปีชีส์ (Competition between Species) เมื่อประชากรของสังคมมี สองสปีชีส์ หรือมากกว่าและ อาศัยแหล่งทรัพยากรจำกัดที่คล้ายกันเรียกว่ามี การแก่งแย่งระหว่างปีชีส์เกิดขึ้น
 
              
ภาพที่ 9.7 การแก่งแย่งระหว่างพารามีเซียม 2 ชนิดในห้องปฏิบัติการ (กราฟบน) เมื่อเลี้ยงแยกกัน    และให้แบคทีเรียเป็นอาหารจำนวนคงที่ทุกวัน ประชากรของพารามีเซียมทั้งสองเจริญถึงจุด carrying capacity แต่ถ้านำพารามีเซียมทั้งสองชนิดมาเลี้ยงไว้ด้วยกัน (กราฟ ล่าง) P. aurelia  มีการแข่งขันเมื่อได้รับอาหาร และทำให้ P. caudatum สูญพันธุ์ไป
     
                                      3.3.2 การล่าเหยื่อ (predation)  ในชีวิตประจำวัน คำว่า สังคม ดูจะมีความอ่อนโยนละมุนละม่อมเป็นการช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่น เรียกว่า community spirit ในทางกลับกัน ความเป็นจริงแบบดาร์วิน (Darwinian Realities) ของการแก่งแย่งและผู้ล่า ซึ่งสิ่งมีชีวิตหนึ่งจะกินสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน เรียกว่า ผู้ล่า(predator) และชนิดที่เป็นอาหาร เรียกว่าเหยื่อ(prey) พืชที่ถูกสัตว์กินเป็นอาหาร และการแทะเล็มหญ้าถึงแม้จะไม่ถูกทำลายทั้งต้นก็จัดเป็นเหยื่อเช่นกัน ลักษณะของผู้ล่าและเหยื่อเป็นองค์ประกอบทางวิวัฒนาการที่จำเป็นต้องอยู่รอด การคัดเลือกโดยธรรมชาติเป็นตัวกลั่นกรองการปรับตัวทั้งของเหยื่อและผู้ล่า เช่นลักษณะการมีอุ้งเล็บ ฟันและ เขี้ยวที่แหลมคม มีเหล็กไนที่มีสารพิษ หรือมีต่อมพิษ ที่สามารถทำให้เหยื่อสยบลงได้ บางชนิดมีการพรางตัวเพื่อใช้ล่อเหยื่อให้หลงผิดหรือตายใจ
                                      การป้องกันตัวของพืชต่อสิ่งมีชีวิตกินพืช (herbivore) เพราะพืชไม่อาจจะวิ่งหนีได้ จึงต้องมีโครงสร้างที่เป็นหนามและขนแข็ง พืชบางชนิดสร้างสารนิโคตินและสารมอร์ฟีน บ้างก็ผลิตสารเคมีเลียนแบบฮอร์โมนสัตว์ ทำให้สัตว์ที่หลงมากินได้รับอันตรายและเกิดอาการผิดปกติขึ้นในพัฒนาการของร่างกาย หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้
                                      สัตว์จะใช้วิธีการหลายอย่างในการป้องกันตัวเองจากผู้ล่า อาทิ เช่น การหลบหนี การซ่อนตัว การหนีเอาตัวรอดเป็นพฤติกรรมการตอบสนองต่อผู้ล่าอย่างปกติ นอกจากนี้ยังมีการใช้เสียงเตือน การเลียนแบบ การเสแสร้งเพื่อหลอกให้เหยื่อตามไป รวมทั้งการรวมกลุ่มเพื่อต่อสู้กับผู้ล่าเป็นต้น
 
 
ภาพที่ 9.8 การรวมตัวกัน( mobbing) นกกาสองตัวกำลังร่วมกันขับไล่เหยี่ยวซึ่งมักจะมากินไข่และทำลายลูกอ่อนของอนกกา
 
 
ภาพที่ 9.9 วิธีการปกป้องลูกของนกคิลเดียร์ (Killdeer) เมื่อมีสัตว์หรือคนมารบกวน
แม่นกจะแสร้งทำเป็นปีกหักและบินออกจากรังไป เป็นการหลอกล่อเหยื่อให้ตามไป
ผลก็คือทำให้เกิดความปลอดภัยกับลูกอ่อนที่อยู่ในรัง
 
 
ภาพที่ 9.10 การพรางตัว (camouflage) กบใบไม้สีน้ำตาลดำทำตัวให้กลมกลืนกับสีของใบไม้แห้งบนพื้นป่า
 
 
ภาพที่ 9.11 สีสดใสสดุดตาของกบพิษลูกธนู (poison arrow frogs) ผู้ล่าทั้งหลายรู้พิษสงที่ผิวหนังของกบพวกนี้เป็นอย่างดี ซึ่ง นายพรานแถบอเมริกาใต้ใช้ลูกดอกจุ่มพิษนี้เพื่อปลิดชีพสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่
 
 
 
 
ภาพที่ 9.12 แตน(yellow jacket wasp)(ซ้าย) และ ผึ้ง (cuckoo bee) (ขวา) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกันมาก (Mullerial mimicry) ต่างก็มีเหล็กไนสามารถปล่อยสารพิษออกมา ทำให้ ผู้ล่าไม่กล้าเข้าใกล้
http://images.google.co.th/images?q=    cuckoo+bee&svnum=10&hl=th&lr=)
 
                   ผู้ล่าจะใช้วิธีการเลียนแบบในหลายด้าน เช่น ตะพาบน้ำบางชนิดมีลิ้นลักษณะคล้ายกับตัวหนอน ลวงให้ปลาขนาดเล็ก หรือปลาชนิดต่างๆที่ต้องการจะกินเหยื่อเข้าใจผิดและเข้ามาใกล้ปากของตะพาบน้ำ ในที่สุดก็ถูกตะพาบน้ำงับกินเป็นอาหารด้วยขากรรไกรที่แข็งแรง
                            
4. ความสัมพันธ์แบบการอยู่ร่วมกัน (symbiotic relationships) การอยู่ร่วมกันเป็น        ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสปีชีส์ ซึ่งสปีชีส์หนึ่ง เรียกว่า symbiont อาศัยอยู่บนอีกสปีชีส์หนึ่ง ซึ่งเรียกว่า โฮสต์ (host) มี 2 แบบ คือ แบบปรสิต (parasitism) และแบบ ภาวะพึ่งพา (mutualism)
                                 4.1 ภาวะปรสิต (parasitism) สิ่งมีชีวิตหนึ่งได้ประโยชน์ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับอันตรายโดยปกติ สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กกว่าจะได้รับสารอาหารจากโฮสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบพิเศษแบบหนึ่งของการล่าเหยื่อ พยาธิตัวตืด โพรโทซัวก่อโรคไข้มาเลเรีย เป็นตัวอย่างของปรสิตภายใน ส่วนปรสิตภายนอก ได้แก่ยุงดูดเลือดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และ เพลี้ยต่างๆที่ดูดน้ำเลี้ยงจากพืช การคัดเลือกโดยธรรมชาติ เป็นผู้กลั่นกรองความสัมพันธ์ระหว่างปรสิตกับโฮสต์     ปรสิตจำนวนมาก โดยเฉพาะจุลินทรีย์ได้ปรับตัวเป็นตัวเบียฬจำเพาะ (specific host ) 
 
         (ก)                                                         (ข)
ภาพที่ 9.13 (ก) พยาธิตัวตืด (Taenia pisiformis) สามารถทำให้เกิดการอุดตันในลำไส้ (ข) ส่วนหัว       และตะขอของพยาธิตัวตืดใช้ยึดเกาะลำไส้เพื่อดูดอาหารจากผนังลำไส้ของโฮสต์
 
4.2 ภาวะพึ่งพา (mutualism) เป็นการอยู่ร่วมกันที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น   สาหร่าย ( algae) กับรา(fungi) ในพวกไลเคน (lichen)   ปูเสฉวนและดอกไม้ทะเล ไมคอไรซาในรากพืช มดอาศัยบนต้นอะเคเซีย (Acacia sp.) และโพรโทซัวอาศัยอยู่ใน ลำไส้ปลวก เป็นต้น
 
(ก)                                                     (ข)
ภาพที่ 9.14 (ก) ภาวะพึ่งพา ระหว่างต้นอะเคเซียซึ่งให้ที่อยู่และน้ำหวานที่ปลายใบ กับ มด คอยป้องกันศัตรู แมลง และเชื้อราที่อยู่ใกล้ๆกับต้นอะเคเซีย (ข) ปูเสฉวน Eupagurus prideauxi ให้ดอกไม้ทะเลยึดเกาะและพาเคลื่อนที่ ส่วนดอกไม้ทะเล Adamsia palliate ช่วยพรางตาต่อศัตรูและช่วยล่อเหยื่อเนื่องจากมีเข็มพิษ
 
 
ภาพที่ 9.15 ไลเคนบนเปลือกไม้ เป็นการอยู่ร่วมกันของ รา กับ สาหร่าย โดยรา ให้ที่อยู่อาศัยและ ความชื้น ส่วน สาหร่าย ช่วยสังเคราะห์อาหาร
                  
 
ภาพที่ 9.16 ภาวะพึ่งพาระหว่างนกเอี้ยงหงอน กับควาย นกเอี้ยงอาศัยการกินอาหารจาก
ปรสิตภายนอก(ectoparasite) บนหลังควาย ส่วนควายได้รับการกำจัดปรสิตออกไป
 
5. ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล (commensalism) เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ส่วน อีกฝ่ายไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ เช่น พลูด่างกับต้นไม้ใหญ่ กล้วยไม้กับต้นไม้ ปลาฉลามกับเหาฉลาม (shark sucker)
 
 
 
ภาพที่ 9.17 ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล ระหว่างกล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่ (ซ้าย) และพลูด่างกับต้นไม้(ขวา)
 
 
ภาพกาฝากมะม่วง

              K กาฝากกับต้นมะม่วงมีความสัมพันธ์กันแบบใด ?เพราะเหตุใด?

 
ตอบ...................................................................................................
....................................................................................................
              ........................................................................................
               .......................................................................................
 
ที่มา: http://www.wattano.ac.th/wattano51/Web_saunpluak/Pic_Fol001250%20up%202550/028กาฝากมะม่วง3.JPG

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 9.18 ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูลระหว่างปลาฉลามวาฬกับเหาฉลาม
 
  
 
 

J เอ.....แล้ว เหา (louse) บนหัวคนกับเห็บ (tick)

 
 ที่อาศัยบนตัวสุนัขจะมีความสัมพันธ์กันกับคนและกับสุนัข
 แบบใดบ้างนะ ?
 ตอบ................................................................................................
 ....................................................................................................
 ...................................................................................................
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 

 

 
 
 
ลองพิจารณาภาพข้างบนดูซิ
·       เป็นภาพมดแดงกำลังดูแลฝูงเพลี้ยอ่อน(aphids)
·       นักเรียนคิดว่ามดแดงและเพลี้ยอ่อนได้หรือเสียประโยชน์จากการ
อยู่ร่วมกันอย่างไร?
ตอบ…………………………………………………………………………………………
….……………………………………………………………………………………………
    ….……………………………………………………………………………………………
 
 

 

 
 



















ระบบนิเวศแบบต่าง ๆ
    ระบบนิเวศ  แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 แบบ  คือ  ระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศในน้ำ  ระบบนิเวศแบบต่างในที่นี้จะกล่าวถึงระบบนิเวศ 4 แบบ  เท่านั้น  คือ
     1. ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด
     2. ระบบนิเวศในทะเล
     3. ระบบนิเวศป่าชายเลน
     4. ระบบนิเวศป่าไม้

ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด
ความสำคัญ
เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำและพืชน้ำ  เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ  เป็นแหล่งที่ให้น้ำในการอุปโภค  บริโภค  และทำการเกษตร ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำจืด พืช  เช่น  จอก  สาหร่าย  แหน  เป็นต้น สัตว์  เช่น  หอย  ปลาต่าง ๆ  กุ้ง เป็นต้น
ปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงชีพ
     • ปัจจัยต่าง ๆ ตามธรรมชาติ  ได้แก่  แสง  อุณหภูมิ  ปริมาณก๊าซออกซิเจน  ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ปริมาณแร่ธาตุ  ความขุ่นในของน้ำ
     • ปัจจัยทางชีวภาพ  ได้แก่  ชนิดและปริมาณของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด
     • ปัจจัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์  ได้แก่  การใช้ยาฆ่าแมลง  ซึ่งเมื่อชะล้างลงสู่แหล่งน้ำจะไปทำลายสิ่งมีชีวิตในน้ำ  น้ำบางชนิดทำให้มีผลกระทบต่อการถ่ายทอดพลังงานและสมดุลทางธรรมชาติในแหล่งน้ำ
สิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ
     • ผู้ผลิต  ได้แก่  พืชต่าง ๆ ซึ่งในแหล่งน้ำมีทั้งที่เป็นพวกแพลงก์ตอน (Plankton)  สาหร่ายต่าง ๆ  เฟิร์น  และพืชดอก
     • ผู้บริโภค  ได้แก่  พวกแพลงก์ตอนสัตว์  แมลงต่าง ๆ และสัตว์พวกกินซากอินทรีย์
     • ผู้ย่อยสลาย  มีทั้งพวกแบคทีเรีย  เห็ด  รา

ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด 
มี 2 ระบบ  คือ ชุมชนในแหล่งน้ำนิ่ง และชุมชนในแหล่งน้ำไหล การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในชุมชนแหล่งน้ำไหลแรง 
มีโครงสร้างสำหรับเกาะหรือดูดติดกับพื้นผิวอย่างมั่นคง  สามารถสกัดเมืองเหนียวใช้ยึดเกาะ  เช่น  หอยมีรูปร่างเพรียว  เพื่อลดความต้านทานของกระแสน้ำ  มีรูปร่างแบนราบไปกับพื้นที่ผิวที่เกาะชอบว่ายทวนน้ำอยู่เสมอ  เกาะติดกับพื้นผิวหรือซุกซ่อนตัวตามวัตถุใต้น้ำ


ระบบนิเวศในทะเล
ความสำคัญ
     • เป็นแหล่งทรัยากรธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด
     • สิ่งมีชีวิตในทะเล ได้แก่ แพลงก์ตอน  มีทั้งแพลงก์ตอนพืชและสัตว์  เช่น  ไดอะตอม  กุ้งเคย  ตัวอ่อนของเพรียงหิน  และยังมีพวกสาหร่าย  เช่น  สาหร่ายสีเขียว  สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สิ่งมีชีวิตหน้าดินพบอยู่ทั่วไป  เช่น  ฟองน้ำ  ปะการัง  เพรียงหิน  หอยนางรม  ดอกไม้ทะเล  ปลิงทะเล  ดาวทะเล  หอยแครง  พลับพลึงทะเล
ระบบนิเวศในทะเล มี 3 ชุมน
     • ชุมชนหาดทราย  เป็นบริเวณที่ไม่เหมาะกับการอาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลทั่วไป  เพราะมีสภาพแวดล้อมที่รุนแรง
     • ชุมชนหาดหิน  เป็นบริเวณที่ประกอบไปด้วยหินเป็นส่วนใหญ่
     • ชุมชนแนวปะการัง  ประกอบด้วยปะการังหลายชนิด  มีรูปร่างต่าง ๆ กัน

ระบบนิเวศป่าชายเลน
ความสำคัญ
     • เป็นแหล่งอาศัยของและขยายพันธุ์สัตว์น้ำเป็นตัวกลางทำให้เกิดความสมดุลระหว่างทะเลกับบก  เป็นแหล่งพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายอย่าง
     • เป็นแหล่งอาการที่มีความอุดมสมบูรณ์
     • เป็นฉากกำบังลม  ป้องกันการชะล้างที่รุนแรงที่เกิดจากลมมรสุมและเป็นเสมือนกำแพงป้องกันการพังทลายของดิน
     • รากพันธุ์ไม้ช่วยกรองสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ในน้ำ
ลักษณะของป่าชายเลน
ป่าชายเลนเกิดจากการทับถมของตะกอนบริเวณปากแม่น้ำ  ประกอบไปด้วยทราย  โคลน  และดิน  บริเวณที่ติดกับปากแม่น้ำเป็นดิน  ดินเหนียว  ถัดไปเป็นดินร่วนและบริเวณที่ลึกเข้าไปจะมีทรายมากขึ้น  นอกจากนี้  บริเวณต่าง ๆ ของป่าชายเลนยังแตกต่างในด้านของความเป็นกรด – เบส  ความเค็ม  รวมทั้งความสมบูรณ์ของดิน  ซึ่งวัดได้จากปริมาณของไนโตรเจน (N)  ฟอสฟอรัส (P)  โปแทสเซียม (K)
ลักษณะของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน
     • พืช  ได้แก่  โกงกาง  แสมดำ  โปรงขาว  โปรงหนู  รังกะแท้  ชะคราม  ตะบูน  ตีนเป็ดทะเล  ตาตุ่มทะเล  ปรงทะเล  เทียนทะเล  ชลู  ลำพู  ลำแพน  ถั่วขาว  ผักเบี้ยทะเล
     • สัตว์ที่อยู่ตามหน้าดินตามชายเลน  ได้แก่  ปลาตีน  ปูเสฉวน  ปูแสม  ทากทะเล  หอยขี้นก  กุ้งดีดขัน  ปูก้ามดาบ
 • สัตว์ในดิน  ได้แก่  ไส้เดือนทะเล  หอยฝาเดียว

ระบบนิเวศป่าไม้
ความสำคัญ
     • แหล่งรวมพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าต่าง ๆ ช่วยกำบังลมพายุ
     • แหล่งต้นน้ำลำธาร  ทำให้ฝนตกตามฤดูกาล
     • ช่วยควบคุมอุณหภูมิบนโลก  ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวดินและอากาศ
     • ผลิตก๊าซออกซิเจน (O2)  และใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  แหล่งสะสมปุ๋ยธรรมชาติ
     • ลดความรุนแรงของน้ำป่าและการพังทลายของหน้าดินที่เกิดจากกระแสน้ำไหลบ่า
ลักษณะของป่าไม้และสังคมสิ่งมีชีวิตในป่าของประเทศไทย  เช่น
     • ป่าพรุ (Freshwater swamp forest)  พบตามที่ลุ่มในภาคใต้  เป็นป่าที่มีน้ำจืดขังอยู่ตลอดปี  และน้ำมีความเป็นกรดสูง  ลักษณะของป่าแน่นทึบ  พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ขนาดเล็ก  เช่น  หวาย  หมากแดง  เป็นต้น
     • ป่าสนเขา  (Coniferous Forest Biomes)  เป็นป่าเขียวตลอดปี  ประกอบด้วยพืชพรรณพวกที่มีใบเรียวเล็ก  เรียวยาวขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น  มียอดปกคลุมทึบตลอดปี  ไม่มีการผลัดใบ  แสงผ่านลงมาถึงพื้นดินน้อย  ดินเป็นกรด  ขาดธาตุอาหาร  สิ่งมีชีวิตที่พบ  เช่น  แมวป่า  หมาป่า  หมี  เม่น  กระรอกและนก
     • ป่าดิบชื้น  (Tropical Rain Forest Biomes)
เป็นป่าที่มีฝนตกตลอดปี  พืชเป็นพวกใบกว้างไม่ผลัดใบ  ปกคลุมหนา  มีอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช  ประกอบด้วยไม้ยืนต้นนานาชนิด  พื้นดินมีต้นไม้ขึ้นกระจัดกระจาย  เพราะได้รับแสงไม่เพียงพอ  พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่  ไม้ยาง  ไม้ตะเคียน  บริเวณพื้นดินเป็นพวกเฟิร์น  หวาย  ไม้ไผ่และเถาวัลย์

โซ่อาหารและสายใยอาหาร
โซ่อาหาร หมายถึง  ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในเรื่องของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค  ทำให้การถ่ายทอดพลังงานในอาหารต่อเนื่องเป็นลำดับจากการกินต่อกัน  ตัวอย่างเช่น
     1. Decomposition food chain  เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มต้นจากการย่อยสลายซากอินทรีย์โดยพวกจุลินทรีย์  ได้แก่  เห็ดรา  แบคทีเรีย  และ Detritivorous animails  เป็นระบบนิเวศที่มีสายใยอาหารของผู้ย่อยสลายมากกว่า  เช่น  ซากพืชซากสัตว์  ไส้เดือนดิน  นก  งู
     2. Parasitism food chain  เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มต้นจากภาวะปรสิต  ตัวอย่างเช่น  ไก่  ไรไก่  โปโตซัว  แบคทีเรีย
     3. Predation food chain  เป็นห่วงโซ่อาหารที่เป็นการกินกันของสัตว์ผู้ล่า (สัตว์กินพืช  สัตว์กินเนื้อ)  อาจเป็นพวกขุดกิน (Grazing food chain)  ซึ่งห่วงโซ่เริ่มต้นที่สัตว์พวกขูดกินอาหารแบบผสม  โดยมีการกินกันและมีปรสิต  เช่น  สาหร่ายสีเขียว  หอยขม  พยาธิใบไม้  นก

 
สายใยอาหาร
     ในระบบนิเวศหนึ่ง ๆ จะมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  ที่สำคัญคือการเป็นการทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานในโมเลกุลของอาหารต่อเนื่องเป็นลำดับจากพืช  ซึ่งเป็นผู้ผลิต (Producer)  สู่ผู้บริโภค (Herbivore)  ผู้บริโภคสัตว์ (Carnivore)  กลุ่มผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ (Omnivore)  และผู้ย่อยสลายอินทรีย์สาร (Decomposer)  ตามลำดับในห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)  ในระบบนิเวศธรรมชาติระบบหนึ่ง ๆ จะมีห่วงโซ่อาหารสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนหลายห่วงโซ่  เป็นสายใยอาหาร (Food Web)
     สปีชีส์  คือ  เป็นเหยื่อกับผู้ล่าเหยื่อ (Prey Predator Interaction)  ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์และอีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์
     ส่วนไลเคนส์เป็นสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด  คือ  รากับสาหร่ายสีเขียว  การอยู่ร่วมกันนี้ทั้งสาหร่ายและราต่างได้รับประโยชน์  กล่าวคือ  สาหร่ายสร้างอาหารเองได้แต่ต้องอาศัยความชื้นจากรา  ราก็ได้อาศัยอาหารที่สาหร่ายสร้างขึ้นและให้ความชื้นแก่สาหร่าย  ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ร่วมกันชั่วคราวหรือตลอดไป  และต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เรียกว่า  ภาวะที่พึ่งพากัน (Mutualism)  แบคทีเรีย  พวกไรโซเบียม (Rhizobium) ที่อาศัยอยู่ที่ปมรากพืชตระกูลถั่ว  โดยแบคทีเรียจับไนโตรเจนในอากาศ  แล้วเปลี่ยนเป็นสารประกอบไนเตรตที่พืชนำไปใช้  ส่วนแบคทีเรียก็ได้พลังงานจากการสลายสารอาหารที่มีอยู่ในรากพืช  นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างซีแอนีโมนีกับปูเสสวน  มดดำกับเพลี้ยก็เป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาฝ่ายหนึ่งได้รับ  เพื่ออาศัยความชื้นและแร่ธาตุบางอย่างจากเปลือกต้นไม้เท่านั้น  โดยต้นไม้ใหญ่ไม่เสียประโยชน์เรียกความสัมพันธ์เช่นนี้ว่า  ภาวะอ้างอิง (Commensalism)  ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์และอีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์  คือความสัมพันธ์ที่เรียกว่า ภาวะปรสิต (Parasitism)  เช่น  เห็บที่อาศัยที่ผิวหนังของสุนัข  สุนัขเป็นผู้ถูกอาศัย (Host)  ถูกเห็บสุนัขดูดเลือดจึงเป็นฝ่ายเสียประโยชน์  ส่วนเห็บซึ่งเป็นปรสิต (Parasite)  ได้รับประโยชน์คือได้อาหารจากเลือดของสุนัขภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ยังเป็นที่อาศัยของปรสิตหลายชนิด  เช่น  พยาธิใบไม้ในตับ  พยาธิไส้เดือน  พยาธิตัวตืดในทางเดินอาหาร  เป็นต้น
     กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสาร  ได้แก่  แบคทีเรีย  เห็ด  ราจะสร้างสารออกมาย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตบางส่วนของสารที่ย่อยแล้ว  จะถูกดูดกลับไปใช้ในการดำรงชีวิตด้วยกระบวนการดังกล่าว  ทำให้ซากสิ่งมีชีวิตเน่าเปื่อยย่อยสลายเป็นอินทรียสารกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม  ความสัมพันธ์แบบนี้เรียกว่า  ภาวะมีการย่อยสลาย (Saprophytism)


เข้าชม : 31312


ใบความรู้ 5 อันดับล่าสุด

      ใบความรู้วิชาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (พว 32017) 4 / ก.พ. / 2555
      ใบความรู้วิชา การเกษตรผสมผสาน(อช ๐๒๑๕) 4 / ก.พ. / 2555
      ใบความรู้วิชาการเพาะเห็ดฟาง อช 02006 4 / ก.พ. / 2555
      วิชา รักษ์ท้องถิ่น พว 32018 4 / ก.พ. / 2555


 
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองจันทบุรี
46 ม.6  ตำบลพลับพลา  อำเภอเมือง  จังหวัดจันทบุรี  22000  0-3935-4938  
โทรสาร  0-3941-8164 kwuandee@hotmail.com
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.05HD  Update by   นายบุญมา มาดี