[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 
 

  

บทความทั่วไป
ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง)

อาทิตย์ ที่ 12 เดือน มกราคม พ.ศ.2557

ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) นายติ่งและคณะได้ขึ้นบนเขาเพื่อไปหาไม้กฤษณามาขาย  ได้ไปพักเหนื่อยบนลานหินกว้าง  เพื่อนของนายติ่งคนหนึ่ง ได้ถอนหญ้าเพื่อนอนพักก็พบแหวนใหญ่ขนาดสวมหัวแม่เท้าได้  เเละเมื่อช่วยกันตรวจดูก็พบหินแผ่นหนึ่ง  มีพื้นที่เป็นรอยรูปก้นหอย  ต่อมานายติ่งและเพื่อนได้นำบุตรชายไปอุปสมบทที่วัดพลับ  รุ่งขึ้นก็มีงานปิดรอยพระพุทธบาทจำลอง  นายติ่งซื้อทองไปปิดแล้วจึงพูดว่าแถวบ้านตนก็มีรอยแบบนี้เช่นเดียวกัน  พอดีมีพระได้ยินเข้าจึงไปเรียนให้เจ้าอาวาสวัดรับทราบ  จึงเรียกนายติ่งเข้าไปสอบถามและส่งคณะขึ้นไปพิสูจน์ดู  ก็เป็นความจริงและตรวจดูรอบๆบริเวณนั้น  ก็พบสิ่งประหลาดมหัศจรรย์หลายอย่าง รอยพระพุทธบาทนั้นท่านทรงเหยียบจารึกไว้ที่ศิลาแผ่นใหญ่  บรรจุคนนั่งได้ร้อยกว่าคน บนยอดเขาสูงสุด กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร  ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทมีหินกลมก้อนหนึ่งใหญ่มาก เรียกว่าหินลูกพระบาท  ตั้งขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์  มองดูคล้ายลอยอยู่เฉยๆ  มีคนกล่าวว่าเขาเคยเอาด้ายสายสิญจน์คล้องแล้วหลุดออกมาได้  และยังมีหินอีกลูกอยู่ตรงข้ามกับหินลูกพระบาทนี้ ก็มีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้จากรอยพระพุทธบาทกับรอยพระหัตถ์นั้น ห่างกันประมาณ 5 เมตร และยิ่งแปลกไปกว่านั้น  ในก้อนหินนั้นตรงกันข้ามกับรอยพระหัตถ์  ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่ ซึ่งเรียกกันว่ารอยเท้าพญามาร  เพียงแหงนหน้าขึ้นไปจะมองเห็นได้ทันที สูงประมาณ 15 เมตร  ต่อจากนั้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากหินลูกนี้ไปเพียง 15 วา มีหินลูกข้างบนเป็นลานและมองเห็นรอยรถหรือรอยเกวียน  เมื่อยืนบนหินลูกนั้นมองลงไปทางทิศเหนือจะเห็นถ้ำเต่า   หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรอยพระพุทธบาทจะเห็นถ้ำช้าง และถ้ามองจากรอยพระพุทธบาทขึ้นไปจะเห็นหินก้อนหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายช้างจริง   เลยจากช้างไปสูงสุดนั้นเรียกกันว่าห้างฝรั่ง  เพราะฝรั่งได้ขึ้นไปตั้งห้างส่องกล้องเพื่อทำแผนที่  มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำสำเภา เพราะมีหินก้อนหนึ่งข้างบนถ้ำมีลักษณะคล้ายๆเรือสำเภา  และยังมีอีกถ้ำหนึ่งใต้พระบาทนี้เรียกว่าถ้ำตาฤาษี 

       ที่มาของชื่อเขาคิชฌกูฏนั้น ในตำนานศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า เขาคิชฌกูฎอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์  แปลว่าภูเขาแร้งกระพือปีก  มีคันธกุฎีอยู่บนยอดเขา  และเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีต  เป็นความดำริของพระครูธรรมสรคุณซึ่งเป็นกรรมการและเป็นหลักในการพัฒนาพระบาทพลวงตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ได้เสนอใช้ชื่อ พระบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) เหตุผลเพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่พุทธศาสนาเจริญกว่าเมืองไหนๆ แม้กระทั่งประเทศอินเดีย  จึงน่าจะใช้ชื่อนี้เป็นที่ระลึกถึงพระบรมศาสดา ในทุกๆ ปีจะมีพิธีเปิดและพิธีปิดการขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี

 

เข้าชม : 879

บทความทั่วไป 5 อันดับล่าสุด

      10 ดอกไม้งามประจำชาติอาเซียน 24 / เม.ย. / 2557
      “น้ำตกอ่างเบง”กับสีสันของสายน้ำและขุนเขา 13 / ม.ค. / 2557
      เหลืองจันทบูร..........กล้วยไม้หายากที่น่าอนุรักษ์ 12 / ม.ค. / 2557
      ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) 12 / ม.ค. / 2557
      เทศกาลวันตรุษจีน. 10 / ก.พ. / 2553


 
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอมะขาม 
255 หมู่ 1 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี 22150
โทรศัพท์  0- 3938-9443 โทรสาร  0-3938-9443
E-mail : makham.nfe@gmail.com 
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.03